แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุพรรณี จิกนอก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุพรรณี จิกนอก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

“วลีเพลง” โดย..สุพรรณี จิกนอก




“วลีเพลง”

เปิดประตูยิ่งรู้ฤดูเช้า
เปิดหน้าต่างแสงเจ้ากระจ่างใส
เปิดความหมายคำกวีล่วงความห่วงใย
เปิดความในคำหอมกล่อมบรรเลง

เมื่อนกน้อยบรรเลงบทเพลงเช้า
โทนคีย์เร้าเช้าช้าเริงร่าเปล่ง
ประกอบแสงทะลุปรุใบไม้ร้องเพลง
ชีวิตมิรีบเร่งในเพลงเธอ

เมื่อเบื้องหน้าคือแสงแสดของแดดเช้า
เบื้องหลังเธอก็มีเงาเย้าเสมอ
ขอได้ไหมให้แสงเยือนเป็นเพื่อนเกลอ
มาเสนอทายทักเหมือนรักกัน

พบกันทุกเช้าชื่นจะตื่นเช้า
พบกันทุกเพลงเร้าเย้าผ่านฝัน
พบกันทุกมุกคำหอมรำพัน
พบกันทุกวลีสั้นสนั่นใจ

เปิดประตูบานเช้าเย้าและยิ้ม
เปิดหน้าต่างโลกอิ่มอ้อนอ่อนไหว
เปิดความรักที่มิรู้ฤดูใด
เปิดคำหอมดอกใบเช้าใหม่มา

โดย..สุพรรณี จิกนอก

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

“ฉันยังมีฉัน” โดย..สุพรรณณี จิกนอก


“ฉันยังมีฉัน”
ในวันที่หัวใจอ่อนแอ และอ่อนไหว
วันที่ไม่มีใคร คอยเคียงข้าง
วันที่ลมหายใจ เริ่มเลือนลาง
วันที่สิ่งต่าง-ต่าง เริ่มจางลง
ฉันยังมีฉันคนนี้ ที่ยังยิ้มให้
ฉันจะสู้ ต่อไป ไม่ท้อถอย
ความสำเร็จ อยู่ข้างหน้า ยังรอคอย
อุปสรรค อีกนับร้อย ให้ฝ่าฟัน
กำลังใจ ของฉัน นั้นมีค่า
ชุบหัวใจ ฉันขึ้นมา ให้มีหวัง
เอาความท้อ ความเหนื่อย เป็นพลัง
จุดไฟฝัน ขึ้นมาใหม่ ในหัวใจ
ในวันที่ฉันนั้น คิดท้อแท้
หรืออ่อนแอ สับสน กว่าวันไหน
หรือวันที่ ฉันมองไป ไม่เห็นใคร
ยังมีฉันคน นี้ไงเคียงข้างตัวเอง

โดย..สุพรรณณี จิกนอก
19/10/55

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

“พลังแห่งจิตวิญญาณ” โดย..สุพรรณี จิกนอก

“พลังแห่งจิตวิญญาณ”
คงไม่มีใครที่จะไม่เคยท้อแท้สิ้นหวัง หมดกำลังใจหมดพลังที่จะต่อสู้ และเชื่อว่าแต่ละคนก็ต้องมีทางออกของตัวเองที่จะพาตัวเองออกจากสถานการณ์อันหดหู่นี้
ฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ตอนนี้ฉันหมดสิ้นความหวังและกำลังใจ ทั้งรอบตัวและความรู้สึกในใจ
ฉันจะทำอย่างไร ความหวังและพลังของฉันจึงจะกลับมาได้โดยเร็ว โดยที่หัวใจไม่บอบช้ำมากเกินไปนัก
ประสบการณ์ในอดีตที่เคยเอาชนะสภาวการณ์แบบนี้ไปได้ ซึ่งถ้านำมาแก้ไขปัญหาของฉันในตอนนี้จะได้มั๊ย? ฉันยังไม่อาจยืนยันคำตอบได้!.
แต่เมื่อใดที่ฉันถูกกระทำจนเกิดอาการท้อหมดแรงสู้ในเกมส์ชีวิต วาบแรกแห่งความคิด ฉันจะคิดถึงทุ่งนาข้าวสีเขียวของฉันเป็นอันดับแรก ที่นาของฉันที่ได้รับมรดกจากพ่อ ข้าวเขียวๆที่ฉันได้หว่านไว้กำลังงอกงามดุจพื้นพรมสีเขียว ในยามเช้าแดดอ่อนๆส่องลงมาจังต้องทุ่งข้าวช่างสวยงามจับตาน่ามอง
ฉันเกิดและเติบโตกับผืนนาแห่งนี้ ฉันรู้จักผืนนานี้ดีไม่น้อยกว่ารู้จักตัวเอง ทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่บนผืนนาแห่งนี้ คือครอบครัวของฉัน ต้นไม้บางต้นเติบโตมาพร้อมๆกับฉัน ทุกวันนี้เขาก็ยังคงอยู่ ฉันจะใช้เวลาทั้งวันนั่งๆนอนๆที่เถียงนาหรือไม่ก็เดินดูต้นข้าวที่กำลังเติบโตด้วยความภูมิใจ จะบอกว่าผืนนาแห่งนี้เป็นสายใยชีวิตของฉันก็คงจะไม่เกินไปนัก
ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันรู้สึกท้อ ไร้พลัง จิตวิญญาณอ่อนล้า จวนเจียนจะยอมแพ้แก่โชคชะตา ฉันจะไปที่นาแห่งนี้เสมอ เพื่อซึมซับกลิ่นไอที่คุ้นเคย พลิกฟื้นพลังใจให้กล้าแกร่ง ก่อนจะกลับเข้าสู่การต่อสู้อีกครั้ง
สัจจะธรรมที่เกิดขึ้น กับผืนนาที่ฉันได้เห็นก็เป็นบทนำชีวิตที่ทำให้ฉันเข้าใจโลกและกล้ายอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีอยู่ในแผนการชีวิตได้ดีในระดับสูง ผืนนาจะเป็นแหล่งพักพิงทางใจได้ดีเป็นพิเศษในคราท้อแท้ ไม่ว่าจากเรื่องใดก็ตาม มันเริ่มต้นง่ายๆฝนเม็ดแรกร่วงลงสู่พื้นดินในฤดูฝน ความเขียวขจีมีชีวิตชีวาก็จะเริ่มขึ้นมองฤดูนี้มีแต่ความสดชิ่นเย็นตาและเย็นใจแต่บรรยากาศนี้ก็คงอยู่ไม่นานนัก เมื่อลมหนาวแรกมาเยือน ทุ่งข้าวก็เป็นสีทองเหลืองอร่าม แต่ก็ไม่นาน เมื่อรวงข้าวรวงสุดท้ายโดนเคียวเกี่ยวไป ทุ่งนาก็กลับเข้าสู่ความเงียบเหงา เหลือแต่ตอซังข้าวแห้งๆ อีกไม่นานฤดูหนาวก็จะมาเยือน ความแห้งแล้งก็คืบคลานเข้ามาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
แต่ความหวังในสิ่งสวยงามก็จะกลับมาอีกครั้ง ต้มไม้ใบหญ้าเริ่มแตกใบอ่อน บ้างก็ออกดอก ระบำยอดหญ้ากำลังจะเริ่มขึ้น การรอฝนแรกก็เวียนมาบรรจบ ชีวิตคนก็คงไม่ต่างกัน
ช่วงชีวิตนี้ของฉันแม้จะหน่วงหนักก็คงข้ามไปได้ แม้วาบในความคิดฉันก็เริ่มมีแรงขึ้น ฉันต้องออกไปทุ่งนาเพื่อเอาพลังใจกลับมา
ฉันรักผืนนามาจนบัดนี้ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แม้ตอนนี้จะเจ็บ แต่ก็ไม่โดดเดี่ยวเสียที่เดียว ฉันเพียงถูกสายลมพัดกระหน่ำเท่านั้นเอง
...สักวันสายลมก็จะพัดผ่านไป ฉันเชื่ออย่างนั้น!
สุพรรณี จิกนอก
๘ ต.ค. ๒๕๕๕ 

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"เหนื่อยล้า" โดย..สุพรรณี จิกนอก


ที่รัก...
หยุดพักก่อนดีไหม
หากตอนนี้ใจเธออ่อนล้าเกินไป
ก็นั่งลงร้องไห้ สักวัน..
แล้วลองมองคนรอบข้าง
ข้างกายเธอก็มีฉัน
แม้ข้างในใจเธอไม่ได้รักกัน
แต่ในใจรักเธอเสมอมา
และฉันก็พร้อมเสมอ
จะกอดเธอให้หายเหว่ว้า
จะปลอบเธอเมื่อมีน้ำตา
ไม่ร้างลา ทิ้งเธอไว้คนเดียว
จะจับมือของเธอเอาไว้
กอดใจด้วยใจให้หายเปล่าเปลี่ยว
แม้สองกายไม่ใช่หัวใจเดียว
แต่.. ทุกเสี้ยวเวลาที่ใกล้เธอ..ฉันสุขใจ
โดย...สุพรรณี จิกนอก

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

“ทางที่เลือก” โดย..สุพรรณี จิกนอก



“ทางที่เลือก”

ชีวิตคือการเดินทาง
มีอ่อนล้าบ้างบางหน
บนรายทางมากมายผู้คน
ดีเลวปะปนบนเส้นทาง

ชีวิตของฉัน
เดินผ่านคืนวันอันสับสน
พบเจอหลากหลายผู้คน
ทุกข์ทนบางทีสุขจนล้นใจ

ชีวิตของฉันในวันนี้
หยุดนิ่งที่นี่อย่างที่ฝันใฝ่
ทุ่งนาไม่ร้างบนทางที่เดินไป
สุขล้นหัวใจในทางที่เลือกแล้ว

โดย..สุพรรณี จิกนอก

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

“ฤดูร้อน” โดย..สุพรรณี จิกนอก


“ฤดูร้อน”

สายแดดร้อนเปิดประตูฤดูร้อน
ในเส้นทางเดินอันเจิดจ้า
แสงแดดร้อนผ่าวแห่งกาลเวลา
ไม่อาจลบรอยอ่อนล้าอันรำไร

ในวันที่ฤดูกาลเปิดม่านหน้าต่าง
ดอกไม้แย้มบานสีสวยสดใส
ดอกหญ้าพริ้วไกวล้อลมต้อนรับฤดูกาล
ในขณะที่ฉันเดินทางคว้างฝัน

ใต้โค้งฟ้าระบายสีเงินยวง
บนความเคลื่อนไหวอันอ่อนหวาน
บทเพลงฤดูร้อนเริงร่า
เป็นท่วงทำนองปลอบโยนหวานละไม

การเดินทางของห้วใจพเนจร
มีความรักซุกซ่อนเป็นผู้โดยสาร
กว่าจะถึงจุดหมายที่ต้องการ
เนิ่นนานเท่าใดยังไม่รู้
โดย..“สุพรรณี จิกนอก”

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

“วันเวลาฆ่าความคิดฮอดบ่ตาย” โดย..สุพรรณี จิกนอก


“วันเวลาฆ่าความคิดฮอดบ่ตาย”
ฮักซ่ำได๋ใจยังแพ้ แคร์ซ่ำได๋ไกล้ยังห่าง มื้ออ้ายวางสัมพันธ์ฮ่าง กะคือร้างฮักอยู่ดี

ข้ามราตรีมียามแจ้ง ดาวสิ้นแสงมีมื้อใหม่ ดนปานได๋ในวันเศร้า สิมาเว้าว่าเอ่ยลา

คำห่วงหามาถามเอิ้น ฮักเหลือเกินยังคือเก่า ใจดวงเหงาเฝ้าถามส่อ มื้อได๋น้อสิเล่าลืม

เปรียบเป็นฟืมให้ลืมด้าย ต่ำผ้าลายกลายลืมกี่ ใหมมัดหมี่หนีครั่งย้อม ซอมใจอ้ายกะดั่งกัน (ลืมกันบ่ได้แท้ ๆ)

ฟ้ากับจันทร์บ่ผันปี้น หญ้ากับดินยังเคียงคู่ ฮักที่อยู่คู่เคียงอ้าย คงบ่ย้ายจากฮักกัน

ตราบที่หันใจเข้าออก บอกเวลาบ่พาเปลี่ยน ทุกคำ เขียนนั้นเด้อจ้า ..วันเวลาฆ่าความคิดฮอดบ่ตาย..
โดย...สุพรรณี จิกนอก

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

“ก็เพราะฉันเป็นผู้หญิงธรรมดา” โดย..สุพรรณี จิกนอก


“ก็เพราะฉันเป็นผู้หญิงธรรมดา”

...ก็เพราะฉันเป็นผู้หญิงธรรมดา
ที่มีน้ำตารู้สึกอ่อนล้า...ร้าวไหว
ลึกๆ มีความหวัง...เป็นเหมือนฝันในใจ
คือสักวันอาจจะพบใคร...รักกันจริงใจสักคน

...และเพราะฉันคือผู้หญิงธรรมดา
ไม่ได้ดูน่าค้นหา...ชีวิตวุ่นวายสับสน
เฮฮา...บ้าบอ...บ่อยครั้งที่ท้อตามประสาปุถุชน
ยังหายใจเวียนวน...เพื่อรอพบใครสักคนของใจ

...แล้วผู้หญิงธรรมดาอย่างฉัน
จะมีสิทธิ์สมหวังเหมือนใครใหม
เพียงใครสักคนที่มองผ่านหน้าตา...แล้วมองมาถึงหัวใจ
จะมีไหม...จะมีใคร...ต่อให้ต้องยก...ทั้งชีวิตที่มีให้
-- ฉั น ย อ ม –
โดย...สุพรรณี จิกนอก

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

จันทร์เอ๋ย...โดย..สุพรรณี จิกนอก


จันทร์เอ๋ย..

...จันทร์เอาดาวไปซ่อนไว้ตรงไหนของขอบฟ้า
หลายคืนแล้วนะที่มองหา...แต่ไม่เห็น
ได้โปรดเถิดดวงจันทร์...ฉันจำเป็น
อย่าซ่อนเร้นดวงดาว...เอาไว้เลย
...ช่วยเอาออกมา...ให้ฉันนับ
หัวใจถูกความเหงาจับ...จันทร์ยังเฉย
ฟ้ากว้าง ๆ แต่ไม่พราวพร่าง...ซะเลย
จันทร์เจ้าเอ๋ย...ไม่เหงาบ้าง...หรืออย่างไร?
โดย..สุพรรณี จิกนอก

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

"ดอกหญ้า" โดย สุพรรณี จิกนอก


"ดอกหญ้า"
     คือ ดอกหญ้าธรรมดาดอกหนึ่ง
ไร้ซึ่งผู้คนเอาใจใส่
ลมพัดก็ระเนนเอนลู่ไป
แดดจะไล้หรือฉ่ำฝนก็ทนทาน
     คือ อิสระเสรีของชีวิต
ด้วยมีสิทธิ์จะหยัดอยู่เพื่อชูก้าน
กับวิถีเรียบง่ายริมสายธาร
ไม่ทะยานอยากเด่นเช่นใคร ใคร
     คือ สัจจะสื่อบอกจากดอกหญ้า
ชีวิตใช่ปราถนาจะเป็นใหญ่
เพียงเรียบง่าย ง่ายงามมีน้ำใจ
และสุขได้เพียงหยัดอยู่คู่ตะวัน
โดย...สุพรรณี จิกนอก

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

"วันที่ห่างไกล" โดย สุพรรณี จิกนอก


หนึ่งวันที่ห่างไกล

...ในหนึ่งวันที่เหว่ว้า
หนึ่งเพลาที่คิดถึง
หนึ่งคนในห้วงคำนึง
มีฉันเป็นหนึ่งอยู่ในนั้นบ้างไหมเธอ
...ห่างไกล
ฉันไม่รู้สึกอะไรกับคำนี้
แค่ใจรู้สึกใกล้ใจทุกนาที
จะวันนี้หรือวันไหนก็ยังใกล้กัน

โดย...สาวอิสานอินเตอร์

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555

"ความสุขที่หายไป" โดย สุพรรณี จิกนอก


"ความสุขที่หายไป"

 ความสุขของคนเรานั้นเวลามีมามันก็ลืมไปเลยว่าเคยมีความทุกข์มาก่อน
หลงอยู่กับมันคิดว่ามันคงจะจีรังยั่งยืน
พอมันจางไปแล้วความทุกข์ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามา
แม้เพียงน้อยนิดมันก็ทำให้จิตใจของเราอ่อนแอหวั่นไหวได้เหมือนกัน
มีใครบางคนเคยพูดว่าสุขมากก็ทุกข์มาก
แต่กับเราแล้วมันตรงกันข้าม
เรามีสุขน้อย แต่ทุกข์มากมาย ทุกข์อันเกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด
แต่จะไม่โทษใคร โทษตัวเอง..ยอมรับมันไม่โวยวาย ไม่คร่ำครวญ
รอยยิ้มที่เคยสดใสฉาบทาอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา
เสียงหัวเราะที่แสดงถึงความรื่นรมณ์ของชีวิตหายไป
เหลือไว้เพียงยิ้มเหงาๆ บนใบหน้าที่หมองหม่น
และน้ำตาที่ซึมออกมาบ้าง..บางครั้งในเวลาที่อยู่คนเดียว
บนเส้นทางที่จะต้องเลือกว่าจะถอยกลับ
จะหยุดอยู่ตรงนี้ หรือจะเดินหน้าต่อไป
ทุกทางที่จะเลือก ล้วนทำให้ใจต้องเจ็บปวด
วันเวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน เหมือนจะดึงตัวเราให้ดำดิ่งจมลงไปกับความทุกข์นั้นมากขึ้น
จะมีบ้างไหมเวลาแห่งความสุขสดใส
จะกลับคืนมาให้ได้สัมผัสอีกครั้ง..แม้ชั่วครู่ชั่วยามก็ยังดี
หรือนี่คือบททดสอบของชีวิต ที่เราต้องซ่อมอยู่เป็นประจำ
แม้จะท่องจำอยู่ตลอดเวลา..แต่ก็ทำข้อสอบไม่เคยผ่านสักครั้ง.

โดย..สุพรรณี จิกนอก (สาวอีสานอินเตอร์)